ประวัติและที่มาของตุ๊กตาดารุมะมีจุดเริ่มต้นที่ผสมผสานระหว่าง ตำนานทางศาสนา และ ภูมิปัญญาชาวบ้านในยุคเอโดะ
1. จุดเริ่มต้นจาก "พระโพธิธรรม" (ศตวรรษที่ 5-6)
ต้นแบบของตุ๊กตาดารุมะคือ พระโพธิธรรม (Bodhidharma) หรือ ที่หลายคนรู้จักในชื่อ "ปรมาจารย์ตั๊กม้อ" หรือ ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า "โบได ดารุมะ" (Bodai Daruma) ท่านเป็นพระภิกษุชาวอินเดียที่เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศจีน และกลายเป็นผู้ก่อตั้ง นิกายเซน (Zen Buddhism)
ตามตำนานเล่าว่า ท่านมีความมุ่งมั่นในการเข้าถึงสัจธรรมสูงมาก จนได้ไปนั่งสมาธิเพ่งผนังถ้ำที่วัดเส้าหลินติดต่อกันเป็นเวลาถึง 9 ปี โดยไม่ขยับเขยื้อนและไม่ละสายตาไปไหนเลย ความเพียรพยายามอันสุดโต่งนี้ทำให้แขนและขาของท่านลีบและหลุดหายไปในที่สุด (ซึ่งเป็นที่มาของรูปทรงตุ๊กตาที่ไม่มีแขนขานั่นเอง)
นอกจากนี้ยังมีตำนานพื้นบ้านเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านเผลอสัปหงกหลับไประหว่างนั่งสมาธิ พอตื่นขึ้นมาท่านโกรธตัวเองมาก จึงเฉือนเปลือกตาทั้งสองข้างทิ้งเพื่อไม่ให้สามารถหลับตาลงได้อีก เป็นเหตุผลว่าทำไมตุ๊กตาดารุมะถึงต้องทำ ตาโตและเบิกกว้าง ตลอดเวลา
2. วิวัฒนาการสู่ตุ๊กตาล้มลุก "โอคิอาการิ-โคโบชิ" (ศตวรรษที่ 14)
ก่อนจะมาเป็นดารุมะอย่างในปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีตุ๊กตาของเล่นพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่เรียกว่า โอคิอาการิ-โคโบชิ (Okiagari-koboshi - 起き上がり小法師) แปลตรงตัวว่า "พระตัวน้อยที่ลุกขึ้นยืน" เป็นของเล่นล้มลุกที่ทำจากกระดาษอัดและมีถ่วงน้ำหนักที่ก้น ถือเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดีและการลุกขึ้นสู้ต่ออุปสรรคมาตั้งแต่สมัยมูโรมาจิ
3. กำเนิด "ทาคาซากิ ดารุมะ" ในยุคเอโดะ (ศตวรรษที่ 18)
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ดารุมะกลายเป็นเครื่องรางยอดฮิตเกิดขึ้นที่ เมืองทาคาซากิ (Takasaki) จังหวัดกุมมะ ซึ่งปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตดารุมะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (คิดเป็นราว 80% ของทั้งประเทศ)
👉 ยุคข้าวยากหมากแพง
ปลายศตวรรษที่ 18
เกิดภัยแล้งและภาวะอดอยากครั้งใหญ่ในญี่ปุ่น ชาวบ้านและเกษตรกรในเมืองทาคาซากิเดือดร้อนหนัก ขาดรายได้หลักจากการทำเกษตร
👉 ภูมิปัญญาจากเจ้าอาวาสวัดดารุมะจิ
ราวปี ค.ศ. 1780
พระชินกัง (Shinchan) เจ้าอาวาสวัดดารุมะจิ (Daruma-ji) ในเวลานั้น ได้แกะสลักไม้เป็นรูปพระโพธิธรรมนั่งสมาธิ แล้วนำไปให้ชาวบ้านใช้เป็นแม่พิมพ์เพื่อทำตุ๊กตาจากกระดาษอัด (Hariko) สำหรับนำไปขายในเทศกาลปีใหม่ เพื่อเป็นรายได้เสริมในช่วงฤดูหนาว
👉 ความนิยมและการดัดแปลงรูปทรง
ศตวรรษที่ 19
ตุ๊กตาดารุมะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากจะช่วยสร้างรายได้แล้ว สีแดงของตุ๊กตายังตอบโจทย์ความเชื่อของคนยุคนั้นที่ว่า "สีแดงสามารถขับไล่โรคฝีดาษและสิ่งชั่วร้ายได้" ต่อมาจึงมีการพัฒนาลวดลายบนใบหน้าให้เป็นรูป นกกระเรียน (คิ้ว) และ เต่า (หนวด) เพื่อสื่อถึงการมีอายุยืนยาวและความโชคดี
4. ที่มาของการ "ไม่วาดลูกตาดำ"
ในอดีต ตุ๊กตาดารุมะที่ทำออกมาขายจะมีดวงตาสีดำครบทั้งสองข้างเหมือนตุ๊กตาทั่วไปครับ แต่จุดเริ่มต้นของการขายแบบ "ตาขาวว่างเปล่า" เกิดจากพ่อค้าหัวใสในยุคเอโดะที่สังเกตเห็นพฤติกรรมของลูกค้า
เนื่องจากดารุมะมีหน้าที่ปัดเป่าโชคร้าย คนซื้อจึงมักจะเลือกตัวที่วาดหน้าตาได้สวยถูกใจที่สุด ทำให้ตัวที่วาดออกมาไม่สวยขายไม่ออก พ่อค้าจึงแก้ปัญหาด้วยการ ไม่วาดลูกตาดำลงไปเลย แล้วบอกคนซื้อว่า "ให้เอาไปวาดตาเองที่บ้านตอนขอพรสิ ดวงตาจะได้สะท้อนถึงเจตจำนงอันบริสุทธิ์ของตัวคุณเอง"
แนวคิดนี้กลายเป็นที่นิยมอย่างถล่มทลาย เพราะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในการดลบันดาลเป้าหมายนั้นให้เป็นจริงร่วมกับตัวตุ๊กตา และกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการแต้มตาขอพรมาจนถึงทุกวันนี้ครับ
ลักษณะเด่นและเรื่องราวที่น่าสนใจของดารุมะมีดังนี้ครับ
1. รูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์
ไม่มีแขนไม่มีขา: ตัวตุ๊กตามีลักษณะกลม อ้วนเตี้ย ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก พระโพธิธรรม (พระดารุมะ) ผู้ก่อตั้งนิกายเซน ซึ่งตามตำนานเล่าว่าท่านนั่งสมาธิเพ่งผนังถ้ำติดต่อกันเป็นเวลา 9 ปี จนแขนและขาลีบหายไป
ล้มลุก: ดารุมะถูกออกแบบมาให้เป็นตุ๊กตาล้มลุก เพื่อเป็นสัญลักษณ์เตือนใจว่า "ต่อให้ล้มลงไปกี่ครั้ง ก็สามารถลุกกลับขึ้นมาได้เสมอ" (ตรงกับสุภาษิตญี่ปุ่นที่ว่า 七転び八起き - ล้ม 7 ครั้ง ลุก 8 ครั้ง)
หน้าตาขึงขัง: คิ้วของดารุมะมักจะวาดให้คล้าย นกกระเรียน และหนวดเคราคล้าย เต่า ซึ่งสัตว์ทั้งสองชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของอายุที่ยืนยาวในวัฒนธรรมญี่ปุ่น
2. วิธีการขอพร (การแต้มตา)
ตอนที่เราซื้อดารุมะมาครั้งแรก ดวงตาทั้งสองข้างจะเป็นสีขาวว่างเปล่า ครับ มีขั้นตอนการขอพรดั่งนี้:
ตั้งเป้าหมาย & แต้มตาซ้าย: เมื่อเรากำหนดเป้าหมายหรือสิ่งที่เป็นพรที่อยากให้สำเร็จอย่างแน่วแน่แล้ว ให้ระบายสีดำที่ ดวงตาข้างซ้าย ของตุ๊กตา (มองจากหน้าตุ๊กตาจะเป็นด้านขวามือของเรา)
ลงมือทำ: นำดารุมะไปตั้งไว้ในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เพื่อคอยเตือนใจให้เราพยายามทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ
ฉลองความสำเร็จ & แต้มตาขวา: เมื่อเป้าหมายนั้นสำเร็จลุล่วงแล้ว จึงจะวาด ดวงตาข้างขวา เติมลงไปเพื่อให้ตุ๊กตาดารุมะมองเห็นได้ครบทั้งสองข้างเป็นการขอบคุณ
3. สีของดารุมะมีความหมาย
แม้ว่าสีดั้งเดิมที่เราคุ้นตาที่สุดจะเป็น สีแดง (ช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายและความโชคร้าย) แต่ในปัจจุบันมีการทำดารุมะออกมาหลายสีเพื่อตอบโจทย์คำอธิษฐานที่ต่างกันไปครับ เช่น
สีทอง / สีเหลือง: ความร่ำรวย โชคลาภเรื่องเงินทอง (ฮิตมากในหมู่คนทำธุรกิจ)
สีดำ: การคุ้มครอง ความปลอดภัย และช่วยให้ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง
สีขาว: ความสำเร็จในการสอบ การศึกษา หรือการเริ่มต้นใหม่
สีชมพู: ความรักและความสัมพันธ์
ปกติแล้วดารุมะจะมีอายุการใช้งาน 1 ปีครับ พอครบปี (โดยเฉพาะช่วงปีใหม่) คนญี่ปุ่นมักจะนำดารุมะตัวเก่าไปทำพิธีเผาที่วัดเพื่อเป็นการขอบคุณ แล้วค่อยบูชาตัวใหม่มาตั้งเป้าหมายถัดไปครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น